AI Agent

AI Agent ต่างจาก ChatGPT ยังไง และธุรกิจควรใช้แบบไหน

ChatGPT ช่วยคนคนหนึ่งทำงานเร็วขึ้น ส่วน AI Agent ทำให้บริษัทมีวิธีทำงานที่ซ้ำได้เหมือนเดิมทุกครั้ง

แผนภาพเปรียบเทียบ ChatGPT กับ AI Agent ในองค์กร

'AI Agent ต่างจาก ChatGPT ยังไง' เป็นหนึ่งในคำถามที่คนค้นใน Google บ่อยที่สุดก่อนจะตัดสินใจอะไรสักอย่างกับ AI ในบริษัท

คำตอบสั้น ๆ คือมันไม่ใช่คู่แข่งกัน มันคือเครื่องมือคนละแบบสำหรับงานคนละลักษณะ ปัญหาคือหลายคนเอา ChatGPT ไปทำงานที่ควรใช้ Agent แล้วสรุปว่า AI ยังไม่พร้อม

ลองดูจากมุมของงานจริงจะเห็นภาพชัดกว่า

บทนี้เหมาะกับคนที่: คนที่ค้นหาความแตกต่างระหว่าง AI Agent และ ChatGPT ก่อนตัดสินใจใช้ในองค์กร

แผนภาพสรุป AI Agent ต่างจาก ChatGPT ยังไง และธุรกิจควรใช้แบบไหน
ภาพประกอบการใช้งานจริงของ AI Agent ต่างจาก ChatGPT ยังไง และธุรกิจควรใช้แบบไหน

ChatGPT คือเครื่องมือส่วนตัวที่ยืดหยุ่นสูง

จุดแข็งของมันคือเริ่มง่ายและตอบได้กว้าง พนักงานคนหนึ่งเปิดใช้ตอนบ่าย ร่างประกาศ สรุปโน้ตประชุม หรือช่วยคิดโครงงานได้เลยโดยไม่ต้องตั้งค่าอะไร

แต่พอทุกคนใช้กันเองแบบต่างคนต่างทำ บริษัทจะเจอสามอย่าง คือคำตอบที่ลูกค้าได้ไม่เท่ากัน ข้อมูลภายในที่กระจายไปอยู่ในบัญชีส่วนตัว และผู้บริหารที่ไม่รู้ว่า AI ถูกใช้กับงานไหนบ้าง

ChatGPT จึงเหมาะกับงานที่ต้องการความคิดหลากหลายและไม่ต้องตอบเหมือนเดิมทุกครั้ง

ChatGPT เหมือนมีดพับสวิส หยิบมาทำอะไรก็ได้ ตั้งแต่ร่างอีเมลไปจนถึงช่วยคิดชื่อสินค้า ส่วน AI Agent เหมือนพนักงานที่มีหน้าที่ชัด มีโต๊ะของตัวเอง รู้ว่าต้องหยิบไฟล์จากไหน และตอบเรื่องเดิมเหมือนกันทุกครั้งไม่ว่าใครถาม

AI Agent คือบทบาทที่ออกแบบไว้ล่วงหน้า

Agent ที่ดีมีหน้าที่แคบและชัด เช่น ผู้ช่วยฝ่ายขายที่รู้ว่าต้องอ่านข้อมูลจาก CRM สรุปในรูปแบบไหน และห้ามให้ส่วนลดเกินกี่เปอร์เซ็นต์โดยไม่ถามหัวหน้า

มันมี prompt ระบบที่เขียนไว้แล้ว มีแหล่งข้อมูลที่ผูกไว้ และมีขอบเขตคำตอบที่ตั้งใจกำหนด พนักงานใหม่ที่เข้ามาวันแรกก็ใช้ได้เหมือนคนที่อยู่มาสองปี เพราะความรู้ถูกฝังไว้ในตัว Agent ไม่ใช่ในหัวของคนที่เก่งที่สุดในทีม

ธุรกิจไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

บริษัทส่วนใหญ่ที่ทำได้ดีใช้ทั้งคู่ ให้พนักงานใช้ ChatGPT กับงานคิดและงานร่างทั่วไป และสร้าง Agent สำหรับ workflow สำคัญที่ต้องทำซ้ำ เช่น ตรวจใบเสนอราคาก่อนส่งลูกค้า หรือแปลงบันทึกการประชุมให้เป็นรายการสิ่งที่ต้องทำ

เส้นแบ่งง่าย ๆ คือ ถ้างานนั้นทำครั้งเดียวจบ ใช้ ChatGPT ถ้างานนั้นจะทำอีกร้อยครั้งในปีหน้า คุ้มที่จะทำเป็น Agent

ครั้งเดียวจบงานแบบนี้ใช้ ChatGPT
100+ ครั้ง/ปีงานแบบนี้คุ้มที่จะทำเป็น Agent
1 บทบาทขอบเขตที่ Agent ตัวหนึ่งควรรับผิดชอบ

ลองเช็กก่อนคุยกับทีม

  • งานนี้ทำซ้ำกี่ครั้งต่อเดือน ถ้าเกินสิบครั้งให้พิจารณา Agent
  • คำตอบต้องเหมือนกันทุกครั้งไหม หรือยิ่งหลากหลายยิ่งดี
  • ต้องใช้ข้อมูลบริษัทที่อัปเดตอยู่เสมอหรือไม่
  • มีขั้นตอนที่เขียนเป็นข้อ ๆ ได้หรือยัง
  • ถ้าพนักงานคนที่ทำอยู่ลาออก ความรู้จะหายไปด้วยไหม
สรุปแบบไม่อ้อมค้อมถ้างานต้องการไอเดียที่ไม่ซ้ำ ใช้ ChatGPT ก็พอ แต่ถ้างานต้องตอบเหมือนเดิม ใช้ข้อมูลบริษัท และมีขั้นตอนตายตัว นั่นคือจังหวะของ AI Agent

คำถามที่คนมักถาม

AI Agent สร้างจาก ChatGPT ได้ไหม

ได้ Agent จำนวนมากใช้โมเดลเดียวกับ ChatGPT เป็นเครื่องยนต์ ความต่างอยู่ที่ชั้นบน คือ prompt ระบบ การผูกข้อมูล และขอบเขตที่ออกแบบไว้

ต้องมี Agent กี่ตัวถึงจะพอ

เริ่มจากตัวเดียวสำหรับงานที่เจ็บที่สุด บริษัทส่วนใหญ่ค่อย ๆ เพิ่มเป็นสามถึงห้าตัวตามฝ่ายงานเมื่อทีมเริ่มใช้จริง

Agent จะล้าสมัยเมื่อโมเดลเปลี่ยนไหม

โมเดลเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องรื้อ Agent เพราะสิ่งที่มีค่าคือ workflow ข้อมูล และขอบเขตที่คุณออกแบบไว้ ไม่ใช่ตัวโมเดล

อยากดูว่า AI Workforce เหมาะกับงานไหนในทีมคุณ

กรอกข้อมูลสั้น ๆ แล้วทีม WorkwAI จะติดต่อกลับพร้อมแนวทางที่เหมาะกับทีมคุณ

หรืออีเมลมาที่ contact@workwai.io